เลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยแบบไหนให้ได้ของแท้จากธรรมชาติ

  1. บรรจุภัณฑ์ต้องเหมาะสม

หลีกให้ห่างจากน้ำมันหอมระเหยในขวดพลาสติกหรือขวดใส มองหาน้ำมันหอมระเหยที่บรรจุในขวดแก้วทึบหรืออะลูมิเนียมพร้อมฝาขวดที่แข็งแรงแน่นหนา เพราะแสงสามารถส่งผลให้กลิ่นหอมจางหายไปเร็วขึ้น รวมทั้งทำลายคุณสมบัติเฉพาะตัวในการบำบัดของน้ำมันหอมระเหยแต่ละกลิ่น ในขณะที่หากบรรจุในขวดพลาสติกก็อาจจะละลายได้เช่นกัน ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการถนอมคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่ดีที่สุดจึงควรเป็นขวดแก้วทึบ และต้องมีขนาดเล็ก เพื่อไม่ให้มีออกซิเจนมาแทรกมากเกินไปจนลดคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยด้วย

 

  1. มีความเป็นมืออาชีพน่าเชื่อถือ

แหล่งที่มาเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณต้องมั่นใจว่าบนฉลากมีรายละเอียดระบุชัดเจน ถึงส่วนประกอบ วิธีใช้ รวมถึงต้องผ่านการตรวจสอบ มีการรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถืออย่างชัดเจน นอกจากนี้ที่สำคัญต้องมีการระบุช่องทางการติดต่อเพื่อรับบริการหลังการขาย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อให้มั่นใจว่ามีผู้ช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่คุณอย่างถูกต้องอยู่เสมอ

 

  1. ขวดเก่าไม่น่าใช้ต้องดูให้ดี

ก่อนจะซื้อ ลองตรวจสอบให้ดีว่าน้ำมันหอมระเหยที่วางขายอยู่ถูกเก็บนานจนเสื่อมคุณภาพแล้วหรือยัง ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบง่าย ๆ ด้วยการดูว่ามีตะกอนจมอยู่ก้นขวดหรือลอยอยู่หรือไม่ เพราะถ้าหากมีอาจแปลว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยเก่าที่ถูกเก็บค้างมานาน แต่ทั้งนี้อาจไม่จำเป็นเสมอไป เพราะมีน้ำมันหอมระเหยบางชนิดที่สรรพคุณคงเดิม แถมยิ่งเก็บนานยิ่งมีกลิ่นหอมเข้มข้นมากขึ้น เช่น ไม้จันทน์หอม

  1. ราคาถูกจนน่ากลัว

หลายคนอาจชอบของราคาถูก แต่ควรนึกไว้เสมอว่าต้นทุนในการทำน้ำมันหอมระเหยแท้จากธรรมชาตินั้นไม่ใช่น้อยเลย กว่าจะได้เป็นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ขวดเล็ก ๆ ที่เราเห็นนั้น ต้องผ่านกระบวนการสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติที่จะสกัดออกมาได้ในปริมาณน้อย ทำให้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์มีราคาและสรรพคุณในการบำบัดแตกต่างจากอโรมาออยล์หรือน้ำมันหอมแต่งกลิ่นสังเคราะห์อย่างเห็นได้ชัด หากได้ของถูกแต่ไม่มีคุณภาพ สุดท้ายก็อาจไม่คุ้มราคา

 

ดูคอลเล็คชั่นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ทั้งหมดของเราได้ที่ @ thai.urbansensesofficial.com

 

#EssentialOil #Aromatherapy 

#UrbanSenses #DiscoverTheNatureInYou #OnceUponANature